Project title

ประวัติศาลเจ้ากวนอูเกาะสมุย(หน้าค่าย - หัวถนน)

พ.ศ. 2400 ราว ๆ รัชสมัย ถงจื๊อฮ่องเต้ หรือ ท่งจี คนจีนไหหลำบนเกาะสมุย ซึ่งมีภูมิลำเนาจาก อำเภอบุ่นเซียว บนเกาะไหลหลำ รวบรวมกันนำโดย
1. นายลิ้มเทียนหยู (แซ่ลิ้ม)
2. นายลิ้มเทียนวา (แซ่ลิ้ม)
3. นายโย้กิมยี่ (แซ่โย้)
สามสหายรักได้นำเทวรูปแกะสลัก องค์กวั๋นก๋ง หรือ กวนกง หรือ ทางไทยเรียกว่า กวนอู พร้อมองค์รักษ์ 2 องค์ คือ จิวซ่าง (หน้าดำ)และกวนเพ้ง(กวนเป๋ง) บุตรบุญธรรม(หน้าหยก)และองค์บุ่นเถ่ากง(เทพารักษ์) มาประดิษฐาน ณ บ้านหน้าค่าย ทางทิศใต้ ของศาลเจ้าฯปัจจุบันประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นศาลเจ้าไม้เล็กๆ เลยเรียกกันว่า ศาลเจ้าบุ่นเถ่ากงหน้าค่ายบ้าง หรือ ศาลเจ้ากวั๋นก๋งหน้าค่ายบ้าง แต่มักเรียกสั้นๆว่า ศาลเจ้าหน้าค่าย

พ.ศ. 2427 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้เสด็จมายังตลาดหน้าค่ายสมัยนั้น มีบันทึกในหนังสือ ชีวิวัฒน์ ความว่า
"“เรือสุริยมณฑลทอดสมอที่อ่าวหน้าค่าย ด้านตะวันออก น้ำลึก 5 วา ไกลตลิ่งประมาณ 60 เส้น ทางที่จะขึ้นบกลากเรือเดินตัดหาดไปข้างใต้ริมตลิ่ง ถัดสวนมะพร้าวออกมา มีโรงจากที่พักมะพร้าวและสินค้าอยู่ปากทางโรงหนึ่ง แล้วมีทางเดินไปในสวนมะพร้าว ตั้งแต่ตลิ่งตามทางคดเคี้ยวไปข้างใต้ประมาณ 30 เส้น มีโรงจีนไหหลำชื่อ กิมยี่ มาตั้งเป็นเถ้าแก่ถือสวนมะพร้าวและตั้งห้างรับแลกสินค้าต่าง ๆ มีบ่อน้ำก่อด้วยศิลาการัง หน้าโรงจีนออกไปทางประมาณ 2 เส้นเศษ มีตึกศาลเจ้าสองหลังแฝด กว้างประมาณ 4 วา เรียกว่าศาลเจ้า บุ่นเถ่ากง”"

พ.ศ. 2478 นายโย้ต๋งย่ง (แซ่โย้) ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ย้ายศาลเจ้าฯจากตลาดหน้าค่ายมายังตลาดหัวถนน อยู่ติดริมถนน เป็นศาลเจ้าอาคาร ไม้เช่นกัน

พ.ศ. 2551 คณะกรรมการศาลเจ้าฯ นำโดยนายวิรัช พงศ์- ฉบับนภา เป็นประธานศาลเจ้าฯ ได้รวบรวมเงินขยายพื้นที่ศาลเจ้าฯ และได้ออกแบบ ย้ายศาลเจ้าใหม่ แต่รักษาอนุรักษ์อาคารไม้เคี่ยม เดิมไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น พร้อมสร้างหอศาลารายใหม่ ดังที่ปรากฎ ในปัจจุบัน พร้อมกันนี้ทางคณะกรรมการฯ ได้มีมติหาทุนสร้าง องค์กวนอูสำริดขนาดใหญ่สูงรวมฐาน 16 เมตร หน้าศาลเจ้าฯ เพื่อให้สอดคล้องกับองค์กวนอูเทวรูปซึ่งเป็นประธานเทพในศาลเจ้าฯ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อศาลเจ้าเป็น ศาลเจ้ากวนอูเกาะสมุย (หน้าค่าย- หัวถนน)

วันที่ 29 กันยายน 2555 ทำพิธีลงฤกษ์เททองสำริด รูปหล่อ มหาเทพกวนอูขนาดสูงรวมฐาน16 เมตร เมื่อเสร็จแล้วอาจกล่าว ได้ว่า สูง และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พลเอกวัฒนา สรรพานิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี

วันที่ 30 กันยายน 2555 พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ทั่วทุกวัด ในเกาะสมุย และสวดอุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนเชื้อสายจีนผู้ล่วงลับ ไปแล้ว ถือเป็นการทำบุญใหญ่เนื่องในปีครบ 2,600 ปี แห่งพุทธ ชยันตี แห่งการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มกราคม 2559 ได้นำองค์รูปสำริด สูง 12 เมตร จากฐาน หรือ 16 เมตร จาก พื้นดินบนฐาน สูง 4 เมตร พร้อมได้กำหนดพิธีเบิกเนตร สาม ศาสนาดังนี้

พฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2559 ตักบาตรพระสงฆ์ทุกรูปทุกวัด ทั้งเกาะสมุย และสวดบังสุกุลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนเชื้อสาย จีนทุกท่านบนเกาะสมุย พร้อมพิธีพราหมณ์ เพื่อเบิกเนตรทาง ศาสนพราหมณ์

ศุกร์ที่ 15 มกราคม 2559 พิธีเบิกเนตรทางจีน โดยต้าเบ จากเกาะไหหลำ ดุริยางค์จีน ประธานในพิธีคือ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ตกกลางคืนฉลองสมโภช

วัตถุประสงค์ความตั้งใจ

1.สร้างองค์กวนอูสำริดสูง 16 เมตร มูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท เพื่อจะได้เป็น icon ของนักท่องเที่ยวมาเกาะสมุยในอนาคต ซึ่งจะ เป็นจุดแวะพักของตลาด sight seeing จะสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับคนที่ทำมาหากินที่เกาะสมุย
2.เป็นที่สอนภาษาจีนกลาง(แมนดาริน) หลักสูตรระยะสั้นให้ กับลูกหลานรากหญ้าที่ทำมาหากินบนเกาะสมุย
3.สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ประวัติความเป็นมาของคนจีนไหหลำ บนเกาะสมุย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รากเหง้า ถิ่นกำเนิด ของตัวเอง และให้คนภายนอก และนักท่องเที่ยวได้ ทราบด้วย
4.สร้างอาคารหอแซ่สกุล สร้างสาแหรกแซ่สกุล ทางคอมพิว- เตอร์ บันทึกรูป เสียง ประวัติเพื่อลูกหลานในอนาคตจะได้รู้ภูมิหลัง ของตัวเอง สามารถค้นหาทางคอมพิวเตอร์ได้ทันที ลูกหลานใน อนาคตจะได้ฟังเสียงของบรรพบุรุษตัวเอง
5.บริเวณรอบศาลเจ้าฯอนาคตจะสร้างอาคารแบบจีน เพื่อให้ เกิดคล้ายเป็นไชน่าทาวน์ของเกาะสมุย รวบรวมร้านอาหารอร่อย และของที่ระลึกมาไว้ที่นี่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอนาคต เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพแก่สังคม

"และนี่คือ วิญญาณปณิธาน ของพวกเรา ที่จะสร้างคุณประโยชน์ มอบไว้ให้กับแผ่นดินนี้ ตอบแทนดวงวิญญาณบรรพชนด้วยวิธีนี้ เป็นหนึ่ง ในโครงการ มอบให้ไว้กับแผ่นดิน"

ทำไมจึงสร้างองค์เทวรูปกวนอู

ผมมักได้รับคำถามเสมอๆ ว่าทำไมทำเทวรูปกวนอู อันที่จริงคำ ตอบง่ายๆ มากก็ที่นี่เป็นศาลเจ้ากวนอูมาก่อน โดยองค์เทวรูปไม้ ประธานที่นำมาจากเกาะไหหลำเมื่อ 2400 นั้น เป็นกวนอูนั่นเอง แล้วจะไปทำเจ้าแม่กวนอิมได้อย่างไร ส่วนเจ้าแม่ทับทิมที่นี่ไม่มี เพราะตามประวัติกล่าวว่า มาพร้อมกันแต่เมื่ออัญเชิญไม่เสด็จขึ้น เรือจึงเลยต่อไประยองเมื่ออัญเชิญก็เสด็จขึ้น กลายเป็น ศาลเจ้า แม่ทับทิมระยอง ในปัจจุบันนี้ นี่คือคำตอบคนจีนไหหลำนั้นนับถือ เทวรูปกันสามองค์ คือ เจ้าพ่อกวนอู บุ่นเท้ากง (หรือที่เรียกบาง ที่ว่า เจ้าพ่อเทพารักษ์ เช่น ที่นครสวรรค์เป็นต้น) และก็เจ้าแม่ ทับทิม

กวนอูนั้นคนจีนทุกจีนถือเป็นเทพเจ้าในการค้าขาย โดยเหตุ ที่โบราณไม่มีธนาคาร ไม่มีอะไรค้ำประกัน เช่น การส่งโพยก๊วน ก็อาศัยความเชื่อถือเป็นสำคัญ ก็เลยมีกุศโลบายป็นจิตวิทยา ว่าให้ สาบานต่อหน้าเทวรูปท่านกวนอู ว่าจะรักษาคำมั่นสัญญาในการค้า ดังนั้นต่อมาท่านกวนอูก็เป็นสัญญลักษณ์ของการค้าไปโดยปริยาย

คนจีนไหหลำอยู่บนเกาะ มณฑลกวางตุ้ง เป็นดินแดนติดต่อ กับต่างชาติก่อนคนจีนทางเหนือ ดังนั้นจึงเกิดธุรกิจโรงแรมก่อน คนอื่น เมื่อเกิดการซื้อขายก็ต้องอาศัยคำสาบาน ความเชื่อถือ เลย ยิ่งเป็นคตินิยมนับถือท่านกวนอูไปโดยปริยาย เพราะเป็นเทพแห่ง ความซื่อสัตย์ เพราะความซื่อสัตย์นำมาสู่ความเจริญทางการค้า ทุกๆ เรื่องนั่นเอง

นี่คือเหตุผลหนึ่งทำไมคนไหหลำยิ่งนิยมไหว้ และมีเทวรูปกวนอู ทุกศาลเจ้าไหหลำ ส่วนบุ่นเถ้ากงนั้น ประวัติเป็นนายอำเภอโบราณ มีชื่อเสียงด้านคุณธรรม มีที่ดินมาก และคุมที่ดิน จัดการเรื่องที่ดิน ตลอดคนเกิด คนตาย ก็นับถือกันมาเหมือนเจ้าที่ คือเป็นเทพผู้ รักษาที่ดิน คุ้มครอง ดังนั้นเมื่อคนจีนไหหลำไปที่ใด ก็ต้องมีเทพ พระภูมิตั้งพร้อมไปด้วย บางแห่งเรียกเป็นไทยว่า เจ้าพ่อเทพารักษ์ ดังเช่น นครสวรรค์เป็นต้น

ดังนั้นใครมาขอเรื่อง การซื้อขายที่ดิน มักจะมาขอจาก บุ่นเท้ากง มิใช่ท่านกวนอู แยกเรื่องกันส่วนเจ้าแม่ทับทิมนั้น เป็นเจ้าแม่ย่านาง เรือ คนจีนไหหลำไปไหนด้วยเรือ ก็ต้องมีแม่ย่านางเรือ ก็ต้องมี เจ้าแม่ทับทิมทุกลำ แม้แต่เจิ้งเหอ มหาขันทีผู้ยิ่งใหญ่ผู้นำทัพเรือจีน ไปทุกย่านน้ำในโลก แม้แต่อเมริกา ท่านเป็นอิสลาม แต่ท่านกลับ นับถือ เจ้าแม่ทับทิมไปด้วย

นี่คือเทพที่เคารพของคนไหหลำ แต่เทพกวนอูนั้น เมื่อติดตั้ง นิยมเอาองครักษ์ท่านสององค์ควบคู่ไปด้วย คือ หน้าหยกขาวลูก บุญธรรมท่าน ชื่อ กวนเป๋ง หรือ กวนเพ้ง บ้าง และหน้าดำตัวดำ เป็นอดีตโจรโพกผ้าเหลือง ต่อมากลับใจมารับใช้ถือง้าวให้ท่านกวนอู ประจำ เพราะหนัก ถึง 60 กว่ากิโล เมื่อท่านกวนอูเสียชีวิตทั้ง สองยอมฆ่าตัวตายตาม ถือว่าจงรักภักดีมาก

เวลาดูในศาลเจ้าไหหลำก็ดูเหมือน สี่องค์ จะเป็นองค์ใหญ่สาม องค์ คือ บุ่นเท้ากง กวนอู และเจ้าแม่ทับทิม ส่วนชื่อศาลเจ้าก็นิยม ตามแต่ละท้องถิ่น ว่านับถือองค์ไหนเป็นประธาน ถ้านับถือกวนอูมาก ก็เรียก ศาลเจ้ากวนอู นับถือ บุ่นเท้ากง ก็เรียก ศาลเจ้าบุ่นเถ้ากง หรือให้เป็นไทย ก็เรียก ศาลเจ้าเทพารักษ์ เช่น นครสวรรค์เป็นต้น ส่วนบางที่นิยม เจ้าแม่ทับทิมเป็นประธานก็เรียก ศาลเจ้าแม่ทับทิม เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังข้างต้นเมื่อ จะสร้างเทวรูปใหญ่ระดับประเทศ ก็ต้องสร้างเทวรูปกวนอู

อะไรดลบันดาลให้สร้างศาลเจ้าใหม่

ความซึมซับในวัฒนธรรมจีนนั้นมีตั้งแต่เด็กๆ เดผมนั้นนับถือ กวั๋นก๋งมาก และค่อนข้างเคร่งครัด ยามตรุษจีนนั้น ที่บ้านไม่ได้ หลับได้นอนกันเลย โดยเฉพาะเวลาใกล้แห่ก๋ง หรือแห่เจ้าประจำปี จะละเอียดใส่ใจ มากๆ ต้องถือเป็นอาหารพิเศษ เช่น ไก่ไหว้เจ้า ก็ต้องเลี้ยงเองโดยเฉพาะ ไก่ต้องตอนมาเป็นแรมเดือน และต้อง มีอาหารพิเศษ เช่น ถั่ว และมีเคล็ดลับเดจะใส่ กำมะถัน หรือที่ เรียก สุพรรณเหลือง ลงไปด้วย เพื่อให้กลิ่นหอมพิเศษ ผิวสวย และเนื้อหนังออกเหลืองๆ ที่หนัง เวลาถอนขนไก่ต้องประณีตใช้ แหนบถอน ไม่ให้หนังแตก โดยเฉพาะเวลาต้มไก่ ต้องไม่ให้น้ำเดือด ให้พอร้อน เอาไก่แช่และยกหลายครั้งๆ ถ้าน้ำจะเดือดก็ต้องเติม น้ำทันทีไม่ให้เดือดเอาเลย ต้องใส่ขิงเกลือที่ก้น และเมื่อต้มแล้ว ต้องเอาน้ำมันไก่ผสมมะนาว ทาเพื่อให้ผิวเป็นมันสวยงามเวลาไหว้ รับก๋งผิดพลาดไม่ได้เลย ทำใหม่ทันที

เดมักเล่าเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ก๋งที่นี่ให้เราฟังเสมอ และเมื่อเรา ไปนวดแน๊ะ (แม่ของย่า) หรือย่าทวด ท่านก็มักเล่าให้เราฟังระหว่าง นวด ว่าก๋งที่นี่ศักดิ์สิทธิ์ประการต่างๆ นาๆ ตั้งแต่การประทับทรง ไปหายามารักษาลูกแน๊ะเวลาลูกแน๊ะไม่สบายหนัก ก็จะไปไหว้ที่ ก๋งที่หน้าค่าย และก๋งจะประทับทรงขี่ม้าไปหายาตามเขามาต้ม จนหาย โดยเฉพาะลูกท่านอีกคนชื่อ ซ้าย ป่วยหนัก แน๊ะก็ต้อง ไปบนบานและก๋งก็ประทับทรงไปหายา จนคราวสุดท้ายก๋งประทับ ทรงแล้วร้องไห้ บอกว่า ช่วยไม่ได้แล้ว คงสิ้นอายุขัย และต่อมา ก็เสียชีวิต เรื่องนี้ผมได้ยินบ่อย และเล่าถึงความขลังอื่นๆ อีกเรา ก็ไม่ได้สนใจมาก สนใจแต่ว่าเมื่อไรแน๊ะจะให้เงินเรามาสองสลึง สมัยนั้น ก็ดีใจเหลือหลาย

แน๊ะมักพูดบ่อยๆ ว่า ต่อไปหมดท่านแล้วพวกมึงอย่าลืมรักษา ก๋งด้วย ก็ไม่เคยสนใจเลย เพราะเรากลัวมากกว่า เพราะเวลาก๋ง ประทับทรงก๋งโตน อยู่ไม่ไกลกัน ท่านจะแทงปาก เราเด็กๆ กลัว ก๋งมาก ไปศาลเจ้าเห็นตาท่านก็ขนลุกแล้วไม่ได้สนใจในคำพูดนั้น เลย นวดกี่ครั้งแน๊ะก็พูดเรื่องรักษาก๋งทุกครั้ง และว่าวันหนึ่งมึงคง ได้รักษาก๋ง
กาลต่อมาเมื่อแน๊ะเสียแล้ว จนเราเติบใหญ่ ก็มีเหตุให้ผมต้อง มาเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าอย่างไม่คาดฝันและเป็นว่าเราต้องมาพัฒนา ศาลฯ นี้โดยไม่ตั้งใจ ตรงกับที่แน๊ะพูดไว้ทุกประการ และเมื่อมา พบปูมที่คุณสมพร ลิ้มสุวรรณทำไว้ เก่ามากในศาลฯ อ่านประวัติ แล้วพบว่า บรรพบุรุษผมคือ พ่อของแน๊ะ ชื่อ ลิ้มเทียนหยู (แซ่ลิ้ม) นั้นเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง กับท่านอื่นๆ อีกสองคน นำเทวรูปก๋งมาจาก เมืองจีนเกาะไหหลำ ตอนอ่านครั้งแรกขนลุกซู่ทันที

2530 ศาลเจ้าตอนผมเริ่มธุรกิจบังกาโลนั้น เก่ามาก ไม้ผุหมด ประตูศาลปิดตลอดต้องไปขอกุญแจมาเปิด หยักไย่เยอะ สกปรก ผมมีที่เดให้มา ครึ่งไร่มรดกจาก ลิ้มเทียนหยู อยากทำบังกาโลแต่ ไม่มีเงินพอ เลยมาขอก๋ง และบนบานว่าวันหนึ่งจะได้มาสร้างปรับ ปรุงศาลฯ ไหว้เสร็จขับรถรอบเกาะ และได้พบคุณ ลิขิต บรมธนรัตน์ ตอนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารกรุงศรีอยุธยา ขี่จักรยานพา แฟนไปตกปลา ผมโบกมือให้หยุด ว่าช่วยผมที คุณลิขิตก็หยุดตก ปลาบอกให้ผมไปพบเวียงสระด่วน และช่วยด้านสินเชื่อทันทีโดย มีผู้ใหญ่ลูกพี่คุณลิขิตคือ คุณประกอบ วิศิษฐ์กิจการ ช่วยอีกที ทุก อย่างเป็นไปอย่างเหลือเชื่อ นี่คือยกที่หนึ่งของชีวิต

ต่อมามีปัญหาที่ดินข้างเคียงเขาปิดทางเข้า และจะขายคนอื่น ทราบข่าวก็เหงื่อกาฬแตกเลย ผมก็มาไหว้บนบานก๋งอีก และบอก ก๋งว่าวันหนึงจะหาทางมาบูรณะก๋ง ขอภาคฟ้าช่วยด้วย แปลกมาก วันรุ่งขึ้นผมได้รับโทรศัพท์จากโกหมา หรือคุณวรพงษ์ ลิ้มสุวรรณ คหบดีใหญ่ เกาะพงัน ว่าทราบข่าวจากลิขิตว่าเดือดร้อน ฟังแล้ว สงสารจับใจ เห็นว่าเป็นคนทำมาหากิน ทั้งที่ผมได้ยินแต่ชื่อโกหมา แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนักเพราะอยู่ไกลกัน บอกท่านยินดีช่วย ให้ผมมาเอาโฉนดที่ท่านที่เกาะพงัน 33 ไร่ ไปเข้าธนาคารคุณลิขิต ด่วน ได้เท่าไรก็เอาไป ผมต้องเช่าเรือไปกลางคืนเลย รับมาท่าน เซ็นให้ทุกอย่าง ทั้งที่ไม่ใช่ญาติกัน และคุณลิขิตประสานต่อคุณประกอบ ให้ช่วยผมจนสำเร็จได้เงินมาซื้อที่สำเร็จแบบหวุดหวิด

ทุกอย่างเหลือเชื่อ และเป็นอัศจรรย์ยิ่งถ้าไม่มีภาคฟ้าผมคงไม่รอด นี่เป็นเหตุการณ์ยกสองในชีวิตที่วิกฤติ และผ่านแบบหวุดหวิด เมื่อได้ที่แล้ว ผมก็ไม่มีเงินสร้าง หนี้มากเกินรายได้เพราะมีแค่ห้อง พัดลม (สมัยนั้นต้องปั่นไฟ) 16 ห้อง ร้อนใจมาก ผมก็ไประบาย บนบานก๋งให้ช่วยทีเถิด ทุกครั้งก็บอกก๋งว่าวันหนึ่งจะมาปรับปรุง ที่ศาลเจ้า
สามวันต่อมามีคนกรุงเทพมานั่งทานอาหารเช้าที่ร้านอาหาร ไม่รู้จัก ท่านถามผมว่าที่ว่างทำไมไม่ทำบังกาโลให้เต็ม ผมบอกว่า ไม่มีเงิน ท่านถามว่าใช้สักเท่าไร ผมบอกใช้ 15 ล้าน ท่านหยิบ นามบัตรให้ เขียนข้างหลังให้ผมไปพบผู้จัดการธนาคารนครหลวงฯ ที่นี่ ผมมองนามบัตรท่านเป็น ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อนครหลวงไทย สำนักงานใหญ่ ท่านมาสร้าง รร.ลากูน่าติดกับของผม และต่อมา ก็ช่วยผมมาตลอด
นี่คือยกที่สามในเหตุการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิตจากการไปบน บานก๋งมาและสำเร็จได้อย่างอัศจรรย์จนทุกวันนี้ว่าเพราะบารมีก๋ง ช่วย ผมมาตลอด และสี่คนนั้นเป็นผู้มีพระคุณในชีวิตผมมากๆ